posted on 03 Jul 2009 13:50 by onewalee in diary
มื้อเที่ยงอย่างอร่อยเลยนะ .. เป็นเมนูที่แปลกพิสดารพันลึก อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วไม่รู้ว่ามีใครเคยทำมาไหม แฮ่ะๆ ขอนำเสนอ .. ตำถั่วภาคพิสดาร .. แฉ่งๆ
เริ่มจาก เอาถั่วฝักยาวไปแช่น้ำใส่เกลือก่อน รวมถึงพริกขี้หนูสดกะมะเขือเทศด้วย แช่ทิ้งไว้ก่อน แล้วไปต้มน้ำ(ใช้กาต้มน้ำตั้งเตาแก๊สนะ ประหยัดไฟดี) แกะวุ้นเส้น .. ใส่ชาม พอน้ำเดือด เทลงไป ทิ้งไว้พอนุ่มจึงเททิ้ง แล้วเทน้ำร้อนลงไปอีก แช่ไว้ .. ไข่ไก่ใส่ถ้วย เทน้ำร้อนลงไปลวก สักพัก เททิ้ง ใส่น้ำร้อนลงไปลวกรอบสอง พักไว้ ..
แกะกระเทียม ใส่ครกพร้อมพริกขี้หนู ตำให้พอละเอียดไม่ต้องละเอียดมาก ปาดมะเขือเทศเป็นชิ้นๆลงไปหนึ่งลูกเลยนะ ตำคลุกเคล้ากันไป จากนั้นใส่ถั่วฝักยาว หั่นเป็นชิ้นๆ ตำอีก ทีนี้ก็ใส่น้ำปลา มะนาว ผงชูรสสักเกล็ดสองเกล็ด ผงคะนอร์หมูสักเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน .. ส่วนไข่เอาไปเทลงกระทะร้อนๆมีน้ำมันหน่อยไม่ต้องมากเดี๋ยวอ้วน .. คล้ายไข่ดาวแต่จะหอมกว่านะ .. ไข่แดงสุกไม่ต้องมากนะ .. เอามาโปะลงบนตำถั่วที่ตักใส่ชามไว้แล้ว เหยาะไข่ด้วยแม๊กกี้นิดนึง .. แค่นี้แหละ .. ความบันเทิงจะหายไปไหนกันล่ะ .. ใช่มิ .. ฮิ อ้อ ต้องกินน้ำเปล่าใส่น้ำแข็งนะ ห้ามใช้เครื่องดื่มอย่างอื่น(มันไม่เข้ากันนนน)
เอ่อ นำเสนอภาพ portrait กะเค้ามั่งฮิ
posted on 29 Jun 2009 12:33 by onewalee in diary
สงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมสมัยยังเป็นวัยรุ่นเราถึงไม่ค่อยร่าเริงเฮฮาเหมือนเพื่อนๆ ผิดวัยตัวเองเป็นอันมาก จำได้แต่ว่า ในวัยต้นของชีวิตที่ไม่ใช่เด็กน้อย รู้สึกเหมือนแม่เกลียดเรา แล้วคำพูดของแม่แต่ละคำพูดก็กินลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ ธรรมชาติแม่ลูกย่อมผูกพัน แต่เรากลับไร้ความผูกพันโดยสิ้นเชิง
ทั้งๆที่ เราไม่ใช่เด็กไม่ดี ตั้งใจเรียน เรียนหนังสือดีมาตลอด พ่อชื่นชมเราตรงจุดนี้ด้วยซ้ำ แต่ มิใย ไม่เคยถูกใจแม่ผู้ให้ข้าวให้น้ำทางสายเลือดเมื่อยามอยู่ในท้องแม่ มันเจ็บปวดมากเลยรู้ไหม .. คงงั้นมั้ง ที่มีผลให้เรารู้สึกน้อยใจ รู้สึกซึมเศร้าอยู่ตลอดเวลา
ความร่าเริงกลับมาอีกครั้งเมื่อสอบเข้ารร.เตรียมอุดม ได้หลีกไกลจากแม่ ที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กะเราเรื่อยมา ได้เข้าไปเรียนกรุงเทพฯ .. แม้สักระยะ พ่อจะส่งแม่มาอยู่กทม.ด้วย ด้วยเหตุผลจะให้แม่คอยดูแลเรา แต่พ่อคงไม่รู้เรื่องราวโดยละเอียด จึงไม่รู้ว่า เรากับแม่ มิได้สนิทสนมกันดังแม่ลูกทั่วไป เรากับแม่จึงต่างคนต่างอยู่ แม่ก็หารายได้เสริม ทำงานมีสังคมของเค้า ต่างคนจึงต่างอยู่
แต่นั่นคือเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว มันเป็นร่องรอยแห่งความเจ็บปวดที่ไม่มีใครล่วงรู้ เพราะเราไม่เคยปริปากบอกใคร .. ก็ไม่รู้จะพูดไปทำไมให้ปวดร้าวหัวใจเปล่าๆ เพราะหากพูดออกมากับใครในครั้งนั้น คงเล่าไม่จบ จะออกอาการต่อมน้ำตาแตกจนพูดต่อไม่ได้ .. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า .. ทำไมจึงเกิดเรื่องนี้กับชีวิตเรา ที่เราเป็นคนน่ารังเกียจสำหรับแม่ ในครั้งกระนั้น
แต่อย่างที่ว่าแล้ว .. เรื่องมันเป็นอดีตไปแล้ว .. เพราะนับแต่พ่อจากไป แม่มีปัญหาทางอารมณ์อย่างถึงที่สุด .. แม่น่าสงสารมาก มิอาจเป็นที่พึ่งทางใจให้ใครได้ กลับเป็นคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือฟื้นฟูจิตใจมากกว่า .. แล้วเมื่อผ่านเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว .. เราจึงได้มีโอกาสดูแลแม่ เลี้ยงท่านให้เป็นอยู่อย่างมีความสุข ขณะที่ท่านก็รักเรามากขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงทุกวันนี้ .. แม้ภาพอดีต และความรู้สึกในวัยเยาว์จะคอยรบกวนจิตใจเราในบางครั้ง ราวฝังใจ .. แต่ความรักที่แม่มีให้เรา ดูจะพยายามชดเชยกับที่ขาดไปในวัยเยาว์ .. แม่ดีกับเราผิดกับตอนนั้นมาก .. เราอยากอโหสิกรรม พอๆกับอยากขออโหสิกรรม ที่อาจทำตัวให้แม่ไม่สบายใจในวัยนั้น .. แม้ความรู้สึกด้านลบจะยังคงอยู่ในส่วนลึกก็ตามเถอะ มันก็แค่ทำให้เราไร้ความผูกพัน .. มีเพียงหน้าที่ และความจริงใจ ความเป็นห่วง ตามประสาแม่ลูก .. เท่านั้น